วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันปีใหม่

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆน่ะ
http://www.zabzaa.com/event/newyear.htm

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การทำเค้กมะพร้าวอ่อน

  • อุปกรณ์และส่วนผสม
  • ส่วนผสม 1 แป้งเค้ก 45 กรัม
    ผงฟู 1/4 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม
    เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • ส่วนผสม 2 ไข่แดงเบอร์สอง 2 ฟอง
    กะทิ 16.5 กรัม
    น้ำมันพืช 16.5 กรัม
    น้ำมะพร้าว 12 กรัม
  • ส่วนผสม 3 ไข่ขาวเบอร์สอง 2 ฟอง
    ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/8 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายป่น 27 กรัม
วิธีทำ
  • ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
  • ในชามอีกใบผสมไข่แดง น้ำมันพืช กะทิ น้ำมะพร้าว ตีให้พอเข้ากัน เทส่วนผสมที่ 2 ลงในส่วนผสมที่ 1 คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้
  • ใน ชามที่สะอาดตีไข่ขาวกะครีมออฟทาร์ทาร์ให้เป็นฟอง จากนั้นค่อยๆทะยอยใส่น้ำตาลป่นลงไป ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน แบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 3 ส่วน นำไข่ขาวลงไปตะล่อมกะส่วนผสม 1+2 อย่างเบามือทีละส่วน ทำแบบนี้จนหมดไข่ขาว
  • เท ส่วนผสมที่ได้ลงในพิมพ์ขนาด 1 ปอนด์ กระแทกพิมพ์ 1 ครั้ง นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 C อบด้วยไฟล่าง นาน 15-20 นาที พอสุกแล้วนำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ครั้งๆ นำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น
ส่วนผสมไส้ครีมมะพร้าวอ่อน
นม ข้นจืด 62.5 กรัม กะทิ 62.5 กรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 75 กรัม น้ำตาล 25 กรัม แป้งกวนไส้ 15 กรัม เกลือ 1/8 ช้อนชา เนยสด 15 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูก
นำ นมข้นจืด กะทิ น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำตาล แป้งกวนไส้ เกลือ ใส่ชาม คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟแบบ double-boiling คนส่วนผสมไปในทางเดียวกันตลอดเวลา จนกระทั่งแป้งสุก ส่วนผสมข้น ยกลงจากเตา ใส่เนยกับเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคนให้เข้ากัน พักไว้ให้ส่วนผสมเย็นแล้วจึงนำไปทาบนเนื้อเค้ก

ที่มา:http://www.lovekanomcake.blogspot.com/

ช่วยมาแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆน่่ะค่ะ 

ผัก ผลไม้ต้านโรค

พอ ถึงช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ช่วงนี้ก็มีผลไม้หลากหลายชนิดออกมาให้เราได้อร่อยลิ้น อีกแล้ว เกิดเป็นคนไทยนี่โชคดีจริงๆเลย มีผลไม้อร่อยๆให้กินกันตลอดทั้งปี คณรู้ไหมคะว่า นอกจากความอร่อยแล้ว ผลไม้ยังมีประโยชน์สารพัด อย่างเช่น น้ำตาลกลูโคสที่ให้ความสดชื่น และวิตามินอีกมากมายที่เราขาดไม่ได้ ในปัจจุบัน การกินผักผลไม้ที่มีประโยชน์ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการรักษาโรค หรือเรียกว่า “โภชนาการบำบัด”ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายแข็ง แรง เพื่อที่เราจะได้ป้องกันโรคร้ายต่างๆ


โรคซึมเศร้า จะเกิดมากในช่วงยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง คนป่วยเป็นโรคนี้เยอะ ถ้ารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้หรือว่าเป็นคนเครียดง่าย ควรรับประทานกล้วย ถั่วต่างๆ มันเทศ จมูกข้าวสาลีเป็นประจำ เพราะทั้งหมดนี้มีวิตามินบี 6 ช่วยต้านความเครียด และลดความหดหู่ กังวลใจ นอกจากนี้อาหารลักษณะนี้ยังเหมาะกับคอสุรา เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งได้บ้าง แต่ทางที่ดีควรงดดื่มสุราดีกว่านะคะ เสียทั้งเงินและสุขภาพ เอาเงินที่ดื่มสุราไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าค่ะ

โรคมะเร็ง เป็น โรคที่คนกลัวที่สุดในยุคนี้ สำหรับผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่แล้ว ควรทาน ลูกพรุน ลูกเกด ให้เป็นนิสัย มีรายงานของนักวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบว่า แอนตี้ออกซิเดนท์ในลูกพรุนและลูกเกด เป็นเกราะกันมะเร็งได้ดีที่สุด รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล ฝรั่ง สตอเบอรี่ ส้ม องุ่นแดง บลูเบอรี่ และเชอรี่

โรคหัวใจ เป็น โรคยอดฮิตที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน โรคหัวใจโดยมากจะมีสาเหตุจาก คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจก็เลยทำงานหนัก ดังนั้น การรับประทานผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารมาก และมีวิตามิน ซี อี เบต้าแคโรทีนสูง เป็นประจำจะช่วยได้มาก อย่างเช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง กล้วย ถั่วต่างๆ แตงโม มะตูม มะเฟือง มะละกอ
โรคกระดูก เป็นโรคที่น่ากลัว สำหรับคนชรา แบบนี้ต้องรับประทานพืชที่ไม่มีดอกผล จำพวกเห็ด สาหร่าย พืชเหล่านี้มีแคลเซียมสูง ทำเป็นอาหารพวกผัด แกงจืดให้ผู้สูงอายุรับประทานรับรองได้ผลดีที่สุดค่ะ

โรคขี้ลืม เป็นอีกโรคที่เป็นได้ทั้งคนหนุ่มสาว และคนชรา หากมีอาการนี้ ต้องรับประทานวิตามิน บี อี และกรดโฟลิกมากๆ จะช่วยบำรุงระบบประสาทได้ดี ผลไม้ จำพวกนี่ได้แก่ กล้วย ถั่วต่างๆ ส้ม มันเทศ

ท้องผูก ต้องรับประทานผลไม้ที่มีกากใยมากๆ อาทิเช่น กล้วย แอปเปิ้ล มะละกอ และมะขาม ชนิดหลังนี้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ควรระวัง ในการรับประทานด้วยค่ะ

อาหารไม่ย่อย มักเกิดกับโรคชรามากที่สุด แม้อาการจะไม่รุนแรงนัก แต่ถ้าไม่เป็นเลยจะดีกว่า แต่ถ้าเป็นบ่อยๆ แนะนำให้รับประทานมะละกอ หรือสับประรดหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขี้น เพราะมีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร

โรคโลหิตจาง เป็นโรคที่ถือว่าเป็นภัยเงียบของผู้หญิง เพื่อความไม่ประมาทของผู้หญิง ควรทานลูกพรุน พืชไร้ดอกผล ถั่วต่างๆ กล้วย เพราะอาหารพวกนี้ให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกสูง ช่วยให้ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนไปสร้างเม็ดเลือดได้ดีขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไว้อย่างนึง คือ การดื่มชา และกาแฟ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กลดลง

โรคหวัด ต้องรับประทานวิตามิน ซี และเบต้าแคโรทีนมากๆ ผลไม้จำพวกนี้ เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล สตอเบอรี่ ส้ม มะละกอ มะม่วง ฯลฯ
ขอให้ทุกท่านสุขภาพดีด้วยผักผลไม้ต้านโรคค่ะ....




ที่มา:http://www.kroobannok.com/blog/11489


ช่วยมาแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆน่ะค่ะ

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

การลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ
1. ไม่กินข้าวมื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ
2. เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก
3. เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน
4. อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน โดยเริ่มจาก 2 วันแรกกินผลไม้ ต่อจากนั้นอีก 7 วันกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม
5. กินเนื้อกับผัก โลว์-คาร์บ(Low-Carb) คือกินได้ทุกอย่าง โดยไม่แตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุดและกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อตามสูตรนี้แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน  ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วยนะค่ะ
ช่วยมาแสดงความคิดเห็นกันเยอะๆน่ะค่ะ


http://xn--42c5alg3bvmeb3dvcso10a.blogspot.com/2009/04/blog-post_15.html

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การทำงานเป็นทีม

การทำงานเป็นทีม”  เป็นความร่วมมือร่วมใจของบุคคล เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
โดยต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ (3P) ได้แก่
มีวัตถุประสงค์ (Purpose) ต้องชัดเจน
มีการจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ในการทำงาน
มีผลการทำงาน (Performance)
ผู้บริหารต้องทำการประเมินว่างานใดควรทำคนเดียว และงานประเภทใด
ที่ต้องใช้ความร่วมมือของทีม
คำถาม 3 ข้อ เพื่อดูว่าควรใช้วิธีการทำงานเป็นทีมในการทำงานหรือไม่
1. งานนั้นสามารถทำได้ดีขึ้นหรือไม่ หากใช้คนมากกว่าหนึ่งคน
2. งานนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทุกคนในกลุ่ม หรือ เพื่อคนใดคนหนึ่ง
3. การเลือกใช้ประเภทของทีมให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขอให้เพื่อนๆมาช่วยแสดงความคิดเห็นเยอะๆน่ะค่ะ


http://www.oknation.net/blog/knowledge09/2009/08/13/entry-1